/music/4409.mp3 http://www.kammatanclub.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

เกี่ยวกับชมรม

เว็บบอร์ด

กิจกรรมเครือข่ายพุทธธรรมกรรมฐาน

ภาพกิจกรรมในอดีต

สมัครสมาชิก/ลงชื่อเข้าใช้

ติดต่อเรา

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

กิจกรรมล่าสุด

รวมรูปพระบูรพาจารย์

ประวัติพ่อแม่ ครูอาจารย์

ประวัติความเป็นมากลุ่ม

คณะกรรมการกลุ่ม

ข้อบังคับของกลุ่ม

จดหมายข่าว

อีเมล์

สถิติ

เปิดเว็บ19/11/2010
อัพเดท01/11/2016
ผู้เข้าชม845,130
เปิดเพจ1,690,218

ประวัติกลุ่ม ม.รามคำแหง

 


ประวัติความเป็นมา
กลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน 
แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

 

เหตุที่ต้องเขียนประวัติความเป็นมาของ กลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็เพื่อให้สมาชิกรุ่นหลังได้รับทราบถึงประวัติความเป็นมาของกลุ่ม ตามความเป็นจริง เพื่อที่ว่าจะได้นำไปใช้ประโยชน์หรืออ้างอิงเป็นข้อมูลได้อย่างถูกต้อง เพราะสังเกตเห็นจากหลายๆ ชุมนุม/ชมรม/กลุ่ม ที่ไม่ได้บันทึกถึงประวัติความเป็นมาของทาง ชุมนุม/ชมรม/กลุ่ม เอาไว้ ทำให้สมาชิกในรุ่นต่อๆมาหรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการทราบ ไม่สามารถสืบค้นได้ หรือบางทีก็ได้ข้อมูลที่คลุมเครือหรือผิดจากความเป็นจริงไป  หากในประวัตินี้มีข้อผิดพลาดประการใด ก็ขอท่านผู้อ่านโปรดอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ปฐมเหตุแห่งการก่อตั้งกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน รามคำแหง

          ในวันที่ 12-14 สิงหาคม 2553 ทางกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดโครงการธรรมะสัญจร ครั้งที่ 10  ไปตามวัดป่ากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต ใน 5 จังหวัดภาคอีสาน  ได้แก่  จังหวัดมหาสารคาม , ร้อยเอ็ด , มุกดาหาร , สกลนคร และ นครพนม  ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่กลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเป็นประจำทุกปี  ปีละ 2 ครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ทำบุญตามวัดป่ากรรมฐาน และ อบรมธรรมะ นั่งสมาธิภาวนากับพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต

          การจัดโครงการในครั้งนี้ทางกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับสมัครสมาชิกเพื่อเข้าร่วมโครงการ จำนวน 55 คน และได้มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมจนเต็มตามจำนวนที่รับสมัครแล้ว

          แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น กล่าวคือ ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เลื่อนกำหนดการสอบกลางภาคบางวิชาออกไป  และไปซ้อนทับกับวันที่จัดโครงการธรรมะสัญจร ครั้งที่ 10 พอดี  เป็นผลให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ ประมาณ 20 คน ที่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการนี้เอาไว้ ไม่สามารถที่จะไปร่วมกับทางกลุ่มได้  และทางกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองก็ไม่สามารถจัดหาคนเพิ่มได้อีก เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิด และได้ปิดรับสมัครไปแล้ว อีกทั้งนักศึกษาส่วนใหญ่ติดสอบกัน 

          เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมของกลุ่ม เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป  ปรากฏว่าสมาชิกมีความเห็นแตกต่างกันหลายแนวทาง  บางคนเสนอให้ยกเลิก  บางคนเสนอให้เลื่อนไปเป็นวันอื่น  บางคนเสนอให้จัดต่อไปแม้ว่าจะมีคนไปน้อยก็ตาม  ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าให้จัดโครงการนี้ต่อไปและยังคงยึดกำหนดการตามเดิม  เพราะเห็นว่าได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ทั้งเรื่องรถ  เรื่องการติดต่อประสานงานกับทางวัด  และโดยเฉพาะบุคคลทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการ หากยกเลิกหรือเลื่อนวันแล้วก็คงจะเกิดผลเสียหายตามมาหลายประการแน่นอน  และในการจัดครั้งต่อๆไปจะขาดความน่าเชื่อถือ  ดังนั้นจึงตัดสินใจเดินหน้าจัดโครงการนี้ต่อ  แม้ถึงว่าจะมีคนเข้าร่วมน้อยก็ตาม

รับสมัครที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง 

          หลังจากที่ได้ข้อสรุปแล้วว่าจะเดินหน้าจัดโครงการธรรมะสัญจร ครั้งที่ 10 ต่อไป  ข้าพเจ้าก็ยังคงมีความกังวลเรื่องคนอยู่เนื่องจากตอนนั้นเหลือคนที่จะไปค่ายเพียง 35 คนเท่านั้น  ข้าพเจ้าจึงได้กลับมาครุ่นคิดว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถหาคนไปจนเต็มรถได้  ไม่อยากปล่อยให้มีที่นั่งว่าง 

          ในที่สุดอาจจะด้วยพ่อแม่ครูบาอาจารย์ดลจิตดลใจให้เราคิดออกหรืออย่างไรไม่ทราบ ข้าพเจ้าคิดขึ้นได้ว่าในเมื่อนักศึกษาธรรมศาสตร์ไม่สามารถเดินทางไปด้วยได้  เหตุใดเราจึงไม่ลองหานักศึกษาจากสถาบันอื่นเข้าร่วม  เพราะที่ธรรมศาสตร์เองกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน ก็ก่อตั้งมาได้แล้วถึง 5 ปี สามารถปักหลักปักฐานอย่างมั่นคงในธรรมศาสตร์แล้วนับว่ามีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง  และหากมีนักศึกษาจากสถาบันอื่นเข้าร่วมเมื่อกลับจากค่ายนี้แล้วอาจมีศรัทธาและแรงบันดาลใจกลับไปตั้ง กลุ่ม/ชมรม พุทธในสายหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต ขึ้นที่สถาบันนั้นก็ได้

          เมื่อคิดได้ดังนั้น ข้าพเจ้า ( นายอภิภัสร์  ปาสานะเก )  จึงได้โทรตาม นางสาวกรณัฐ  โชติช่วง ( รุ่นน้องจากธรรมศาสตร์ที่เคยช่วยข้าพเจ้าก่อตั้งกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ) ให้มาช่วยข้าพเจ้าเดินติดประกาศที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) รับสมัครสมาชิกเข้าร่วมโครงการธรรมะสัญจร ครั้งที่ 10 ของธรรมศาสตร์ 

         ในการติดประกาศรับสมัครที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงนี้ ข้าพเจ้าได้ประกาศรับสมัครในนามของกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง เนื่องจากเกรงว่าหากรับสมัครสมาชิกค่ายในนามของกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว  ป้ายประกาศจะถูกดึงออก เพราะมิใช่ประกาศของ กลุ่ม/ชมรม ในมหาวิทยาลัย ทั้งที่ตอนนั้นมิได้คิดที่จะตั้งกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐานขึ้นที่รามคำแหงจริงๆ เป็นแต่เพียงว่าต้องการหาคนไปให้เต็มรถเท่านั้น แต่ถ้าหากสถาบันอื่นที่เข้าร่วมกลับไปก่อตั้งก็ถือว่าเป็นผลดีจากการจัดโครงการนี้เท่านั้นแต่เราไม่ได้คาดหวังมากนัก

          ปัญหาที่พบในการติดประกาศรับสมัครที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็คือ ไม่ค่อยมีที่สำหรับให้ติดประกาศมากนัก  ข้าพเจ้าถ่ายเอกสารประกาศมาเพียง 20 แผ่น ปรากฏว่าเดินติดทั่วมหาวิทยาลัยก็ติดไม่หมด  ด้วยบารมีแห่งพ่อแม่ครูอาจารย์ ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังจะเดินกลับออกจากรามคำแหงนั้น  ได้มีผู้สนใจโทรมาสมัครทันที  ข้าพเจ้าจึงได้เดินย้อนกลับเข้ามาในรามคำแหงและนัดพบผู้สนใจท่านนั้นที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ และได้ย้ายไปหาที่นั่งคุยกันที่ชั้นล่างของอาคารสวรรคโลกซึ่งเป็นศูนย์อาหาร  ผู้สนใจท่านนั้นชื่อนายอาทิตย์ โบพานิชย์ หลังจากที่ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดและทราบถึงที่มาที่ไปกันพอสมควรแล้ว  ผู้สนใจท่านนั้นจึงได้พาข้าพเจ้าเดินติดประกาศที่อาคารสุโขทัย และที่อื่นๆซึ่งข้าพเจ้าไม่ทราบอีก  ทำให้ป้ายประกาศรับสมัครที่ถ่ายเอกสารมาจำนวน 20 แผ่นสามารถติดได้หมดพอดี

 ธรรมะสัญจรธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 10

          หลังจากที่ติดประกาศรับสมัครที่รามคำแหงแล้ว ก็ได้แต่รอลุ้นขอให้มีคนโทรมาสมัคร  ปรากฏว่ามีคนโทรมาสมัครจากรามคำแหงทั้งหมด 6 คน เนื่องจากในช่วงนั้นเป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงอยู่ระหว่างการสอบซ่อมภาค 2 และภาคฤดูร้อน ของปีการศึกษา 2552  และมีนิสิตจากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย จำนวน 7 คน  รวมคนที่โทรมาสมัครจากทางเว็บไซต์อีกหลายคน  ทำให้คนเต็มรถพอดี

          การจัดธรรมะสัญจร ครั้งที่ 10 ของกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในครั้งนี้  ได้จัดเดินทางไปตามวัดป่ากรรมฐานสายพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต จำวนวน 12 วัด ใน 5 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่

          1.วัดป่ามหาวีระสามัคคยาราม อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม (หลวงพ่อสิงห์  สิริปุณโณ )

          2.วัดประชาคมวนาราม(ป่ากุง) อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด (หลวงปู่ศรี  มหาวีโร )

          3.วัดพระมหาเจดีย์ชัยมงคล อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด (วัดสาขาหลวงปู่ศรี  มหาวีโร )

          4.วัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ( หลวงปู่จาม  มหาปุญโญ )

          5.วัดป่านาคนิมิต อ.โคกสีสุพรรณ จ.สกลนคร ( หลวงปู่อว้าน  เขมโก )

          6.วัดป่าภูริทัตตถิราวาส(หนองผือนาใน) อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ( หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต )

          7.วัดป่าโสตถิผล อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ( หลวงปู่บุญหนา  ธัมมทินโน )

          8.วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ( หลวงปู่ฝั้น  อาจาโร )

          9.วัดศรีวิชัย อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ( หลวงปู่คำพันธ์  จันทูปโม )

          10.วัดอรัญวิเวก อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ( หลวงปู่ตื้อ  อจลธัมโม )

          11.วัดป่าปทีปปุญญาราม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร ( หลวงปู่ผ่าน  ปัญญาปทีโป )

          12.วัดป่าโชคไพศาล อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ( หลวงตาแตงอ่อน  กัลยาณธัมโม )

          ในวันที่ 11 สิงหาคม 2553 เวลา 22.00 น. รถก็ได้ออกเดินทางจากหอพระ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มุ่งหน้าสู่ภาคอีสาน อันเป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่าเมืองแห่งพระอริยสงฆ์ในสายพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต

 ความประทับใจจากค่าย 

          เป็นครั้งแรกที่ทางกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างสถาบันเข้าร่วมโครงการนับตั้งแต่จัดโครงการธรรมะสัญจรมา บรรยากาศในค่ายเต็มไปด้วยมิตรภาพ และโดยเฉพาะได้รับความเมตตาจากพ่อแม่ครูอาจารย์หลายรูปที่เดินทางไปนมัสการในครั้งนี้   พ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่คำพันธ์  จันทูปโม ทำเอาชาวคณะของเราน้ำตาอาบแก้มไปหลายคนเพราะความเมตาของท่าน 

           หลวงปู่คำพันธ์  จันทูปโม ท่านเมตตาต่อชาวคณะของเรามาก ตามกำหนดการคณะของเราต้องเดินทางไปถึงวัดท่านในวันที่ 13 สิงหาคม 2553 เวลา 17.00 น.  แต่ในวันดังกล่าวรถของชาวคณะเราหลงทาง  เวลาก็ได้ล่วงเลยไปกว่า 1 ทุ่มแล้ว ท่านรอต้อนรับอยู่ด้วยความเป็นห่วง  ท่านได้ให้พระเลขาโทรติดต่อทางคณะเราเป็นระยะๆแต่ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากแบ็ตเตอรี่โทรศัพท์ของแกนนำหมดและบางแห่งไม่มีคลื่น จากนั้นท่านจึงขึ้นพักและสั่งกำชับพระที่วัดว่าถ้าคณะเรามาถึงเมื่อไหร่ท่านจะลงมารับเมื่อนั้น  ในวันนั้นทางคณะเรามาถึงวัดตอนสองทุ่ม  และหลวงปู่คำพันธ์  จันทูปโม ท่านได้เมตตาลงมาต้อนรับ  ก่อนท่านกลับขึ้นไปพักชาวคณะได้ขอถ่ายภาพหมู่ร่วมกับท่านเป็นที่ระลึก เมื่อถ่ายเสร็จท่านได้เมตตาลูบศีรษะชาวคณะผู้ชายทุกคน(ผู้หญิงให้ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้)  ข้าพเจ้าหันกลับมามองด้านหลังเห็นชาวคณะเราหลายคนน้ำตาอาบแก้มซาบซึ้งในความเมตตาของพ่อแม่ครูอาจารย์ที่มีต่อพวกเรา

เกิดแรงบันดาลใจอยากตั้งชมรมพุทธสายพระป่าที่รามคำแหง 

          หลังกลับจากโครงการธรรมะสัญจร ครั้งที่ 10 ของกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว  นักศึกษาจากรามคำแหงที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ก็รู้สึกประทับใจในบรรยากาศของค่ายนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความอบอุ่น และมิตรภาพ ได้รู้จักกัลยาณมิตรต่างสถาบัน  และกิจกรรมต่างๆในค่าย ซึ่งเด็กรามคำแหงไม่เคยได้สัมผัสเลย เพราะเป็นมหาวิทยาลัยเปิด  เป็นสังคมตัวใครตัวมัน ไม่มีระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง  เมื่อได้สัมผัสก็เกิดความประทับใจ  และโดยเฉพาะได้รับความเมตตาจากพ่อแม่ครูอาจารย์ตามวัดต่างๆที่เดินทางไป ทำให้บังเกิดศรัทธาเต็มหัวใจ

          หลังจากนั้นก็ได้มีการพบปะพูดคุยกันในบรรดาคนที่ไปค่ายในครั้งนั้น  ความประทับใจยังติดตรึงฝังแน่นอยู่ในใจของทุกคน  จุดนี้เองที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้อยากตั้งชมรมพุทธสายหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโตขึ้นที่รามคำแหงบ้าง

           จากนั้นน้องทุกคนจากรามคำแหงที่ได้เข้าร่วมโครงการธรรมะสัญจรในครั้งนี้ ก็ได้มาขอร้องให้ข้าพเจ้าช่วยทำชมรมขึ้นที่รามคำแหงบ้าง  เมื่อได้เห็นถึงความตั้งใจของน้องๆทุกคนแล้ว อีกทั้งข้าพเจ้าก็เห็นว่าที่ธรรมศาสตร์เองกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความแข็งแกร่งพอสมควร ถึงเวลาที่เราต้องขยายแนวทางออกไปยังสถาบันต่างๆได้แล้ว  จึงได้ตัดสินใจที่จะตั้งขึ้นที่รามคำแหงเป็นแห่งที่สอง

พบรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษารามคำแหง 

          ในวันที่ 20 สิงหาคม 2553 ข้าพเจ้าจึงได้เรียกประชุมน้องๆที่ไปค่ายธรรมะสัญจรและคนอื่นๆที่มีความสนใจอยากทำชมรมให้มาประชุมกันที่ใต้ตึกนิติศาสตร์รามคำแหงหลังใหม่ โดยข้าพเจ้าได้เสนอต่อที่ประชุมว่าหากจะทำชมรมขึ้นมาจะต้องมีห้องสำหรับเป็นสถานที่ตั้งของชมรม เพื่อเป็นที่พบปะพูดคุย และทำกิจกรรม ยิ่งถ้าเป็นชมรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาด้วยแล้วยิ่งต้องมีห้องสำหรับทำกิจกรรม เช่น สวดมนต์ทำวัตรเย็น เป็นต้น หากจะให้ไปอยู่ตามซุ้มเหมือนกลุ่มอิสระต่างๆคงจะไม่เหมาะ จึงได้ช่วยกันคิดหาหนทางที่จะให้ได้ห้อง ซึ่งตอนนั้นเห็นมีห้องว่างห้องหนึ่งอยู่ที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ จึงได้ตกลงกันที่จะไปขอห้องนี้กับรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะเห็นว่าเป็นผู้มีอำนาจรับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องกิจกรรมของนักศึกษาอยู่แล้ว

           ทุกคนเห็นพ้องต้องกันและรับปากที่จะช่วยเหลือทำชมรมนี้จนสุดความสามารถ  จากนั้นในวันที่ 23 สิงหาคม 2553 ข้าพเจ้าพร้อมด้วยสมาชิกประมาณเกือบ 10 คนก็ได้เข้าพบรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ ท่านอาจารย์สมหมาย  สุระชัย  และได้เรียนให้ท่านทราบถึงความประสงค์ที่จะก่อตั้งชมรมพุทธในสายพระป่าขึ้นที่รามคำแหงพร้อมทั้งขอคำแนะนำปรึกษาจากท่าน

           ท่านอาจารย์สมหมาย  สุระชัยได้ให้ข้อมูลกับพวกเราว่า ชมรมในมหาวิทยาลัยรามคำแหง มีถึง 76 ชมรม และกลุ่มอิสระมีประมาณ 300 กลุ่ม  การจัดตั้งเป็นชมรมนั้นคงจะทำไม่ได้เพราะขัดต่อข้อบังคับของทางมหาวิทยาลัยที่ไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งซ้ำซ้อนกัน เพราะรามคำแหงมีชมรมพุทธอยู่แล้วคือชมรมพุทธศาสตร์และวัฒนธรรม (ปัจจุบันยึดถือข้อวัตรข้อปฏิบัติของวัดพระธรรมกายเป็นหลัก)  แต่หากจะจัดตั้งเป็นกลุ่มก็สามารถทำได้  แต่ไม่มีห้องชมรมให้  ต้องหาที่อยู่ตามซุ้มเอาเอง  เมื่อได้ทราบดังนั้นแล้วก็รู้สึกถอดใจเนื่องจากถือว่าได้รับทราบคำตอบจากผู้มีอำนาจสูงสุดในเรื่องกิจกรรมของนักศึกษาแล้ว

ยังไม่ยอมแพ้ 

          จากนั้นจึงได้ปรึกษาหารือกันที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ เพื่อหาช่องทางว่ายังพอมีทางใดที่จะสามารถขอห้องได้อีกหรือไม่  ก็ทำให้นึกถึง รศ.รังสรรค์  แสงสุข  อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง  เพราะเห็นว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง  จึงได้ไปที่ตึกอธิการบดีเพื่อพบ รศ.รังสรรค์  แสงสุข  แต่พอไปถึงก็ทราบว่าท่านได้ออกไปข้างนอกก่อนหน้านี้แล้วเพียงเล็กน้อย  ตอนนั้นดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่เป็นใจ ทำอะไรก็ดูติดขัดไปเสียหมด  ในตอนนั้นข้าพเจ้าคิดอย่างเดียวว่าในเมื่อได้เดินหน้าแล้วก็ต้องเดินหน้าลุยอย่างเดียว จะต้องเอาคำตอบให้รู้แน่ชัดในวันนี้ให้ได้ว่าจะได้ห้องหรือไม่หากไม่ได้  จะไม่ต้องมามีความหวังในเรื่องนี้อีก เรื่องที่จะตั้งชมรมขึ้นที่รามคำแหงจะเป็นอันว่าเลิกคิดไปได้เลย  จึงได้คิดหาหนทางกันต่อไปว่ายังมีทางใดอีกหรือไม่  ข้าพเจ้าจึงได้เสนอว่าที่ใต้ตึกนิติศาสตร์หลังใหม่เห็นมีห้องว่างอยู่ 1 ห้อง ใส่กุญแจล็อคเอาไว้  หากได้ห้องนั้นก็คงจะดี เพราะอยู่ชั้นล่างด้วย คนผ่านไปผ่านมาก็จะเห็น แม้ว่าจะอยู่ด้านหลังของตึกลึกเข้าไปหน่อยก็ยังดีกว่าไม่มีที่ตั้ง ขอเพียงให้ได้ห้องนี้มาเท่านั้นเรื่องหาสมาชิกเข้าชมรมคงไม่ยากเย็นอะไรนัก

          ทุกคนเห็นด้วยกับความคิดนี้ จึงได้พากันมาที่ตึกคณะนิติศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นก็เย็นมากแล้ว ไม่ทราบว่าคณะบดีคณะนิติศาสตร์กลับแล้วหรือยัง  ในใจตอนนั้นภาวนาขอให้คราวนี้สำเร็จ เพราะถือว่าเป็นหนทางสุดท้ายแล้วจริงๆ ห้องนั้นอยู่ในอำนาจการดูแลของคณะนิติศาสตร์ ฉะนั้นผู้มีอำนาจสูงสุดตรงนี้ก็คือคณะบดีคณะนิติศาสตร์ หากผลออกมาว่าไม่ได้ทุกอย่างก็ถือได้ว่าจบลงแล้ว  เมื่อมาถึงตึกคณะนิติศาสตร์ก็ได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ชั้น 1 ก็ทราบว่าท่าน รศ.ทองสุก  กรัณยพัฒนพงศ์ คณะบดีคณะนิติศาสตร์ ยังไม่กลับ  จึงได้ขึ้นไปพบท่านที่ชั้น 2 ของตึกนิติศาสตร์หลังเก่า  เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องพักของท่านก็เห็นโต๊ะหมู่บูชาตั้งอยู่ภายในห้อง มีพระพุทธรูปหลายองค์ตั้งอยู่บนนั้น  ก่อนหน้านี้ทราบมาว่าท่านเป็นคนธรรมะธัมโม ข้าพเจ้าได้กวาดสายตามองดูที่โต๊ะหมู่บูชาก็ต้องไปสะดุดเข้ากับรูปหล่อขนาด 5 นิ้วองค์หนึ่ง ปรากฏว่าเป็นรูปหล่อของหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต เมื่อเห็นดังนั้นข้าพเจ้ารู้สึกอุ่นใจและมั่นใจขึ้นมาทันทีว่าคราวนี้สำเร็จอย่างแน่นอน

            ท่านได้เชิญพวกเรานั่งและสอบถามสาเหตุของการมาพบท่านในครั้งนี้  ข้าพเจ้าจึงได้เรียนถึงความประสงค์ให้ท่านทราบ  และขอห้องนั้นจากท่าน  ท่านได้แจ้งให้พวกเราทราบว่าห้องนั้นทางคณะยังใช้อยู่ แต่ใช้เป็นบางช่วงเวลาเฉพาะในช่วงสอบเท่านั้น เป็นห้องที่ใช้ในการแจกจ่าย และรับส่งข้อสอบ  หากช่วงไหนไม่ได้ใช้ทางคณะจะปิดเอาไว้  ข้าพเจ้าจึงได้ต่อรองกับท่านว่าจะขอใช้ห้องนี้เป็นการเฉพาะกิจเท่านั้น คือ ขอใช้ชั่วครั้งชั่วคราวหากไม่ใช่ช่วงสอบพวกเราจะขอใช้เป็นที่สวดมนต์นั่งสมาธิ แต่หากทางคณะจะใช้เมื่อใดพวกเราก็ยินดีออกจากห้องนั้น  ท่านก็บอกว่าไม่ได้ แม้แต่ศิษย์เก่าจะมาขอเช่าทางคณะยังไม่อนุญาตเลย  และท่านก็ได้ให้ธรรมะบทหนึ่งแก่พวกเราว่า “ ไม่มี  ไม่ทุกข์  ไม่ทุกข์  ไม่มี ” 

          หลังจากนั้นก็ได้สนทนากับท่านอยู่พักหนึ่ง ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย จึงได้ลาท่านกลับ  เมื่อกลับออกมาจากห้องท่านก็ได้ปรึกษากันต่อที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ ว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป  ในเมื่อได้รับทราบคำตอบจากผู้มีอำนาจสูงสุดถึงสองคนแล้ว

เปลี่ยนแนวคิดใหม่ 

          เมื่อไม่ได้ห้องชมรมแล้ว  ในตอนนั้นข้าพเจ้าคิดว่าจะเลิกล้มความตั้งใจที่จะตั้งชมรมพุทธสายพระป่าพระกรรมฐานขึ้นที่รามคำแหง  แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วเห็นว่าถึงแม้จะตั้งไม่ได้แต่ช่องทางอื่นก็ยังมี เช่น นำสมาชิกไปร่วมทำกิจกรรมกับทางธรรมศาสตร์ก็ได้ และดูแล้วเห็นสมาชิกหลายๆคนมีความตั้งใจสูง  ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนแนวคิดใหม่มาเป็นการนำนักศึกษาจากรามคำแหงไปร่วมกิจกรรมกับทางธรรมศาสตร์ โดยคิดว่าอย่างน้อยสามารถทำให้คนศรัทธาพระป่าเพิ่มมากขึ้นได้ 1 คน ยังดีกว่าที่ไม่คิดทำอะไรเลย  แต่ก็ได้มีน้องๆหลายคนเสนอให้กลับมาพิจารณาหาซุ้ม บางคนก็เสนอให้ไปใช้ห้องภาวนาที่วัดเทพลีลา แต่แนวทางทั้งสองนี้ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยจึงไม่ได้ดำเนินการอย่างใดต่อไป

มารผจญ  

          ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2553 กลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดโครงการค่ายสมาธิภาวนา “ ตามรอยธรรม  ย้ำรอยครู ครั้งที่ 2 ” ในระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2553  ณ  วัดป่ามหาวีระสามัคคยาราม(วัดป่าวาปี) อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นวัดสาขาของหลวงปู่ศรี  มหาวีโร

            ข้าพเจ้าจึงได้พาสมาชิกจากรามคำแหงที่เคยไปค่ายธรรมะสัญจร ครั้งที่ 10 กับทางธรรมศาสตร์ เดินติดป้ายประกาศรับสมัครคนเข้าร่วมโครงการนี้  โดยไม่คาดหวังว่าจะได้คนเข้าร่วมมากนัก  หลังจากที่ติดป้ายรับสมัครแล้วก็มีผู้ให้ความสนใจโทรมาสมัครจำนวน 6 คน  ในระหว่างนั้นก็ได้แต่รอและเดินสำรวจดูป้ายทุกวันว่ายังอยู่ครบหรือไม่ ถ้าผ่านไปเห็นคนกำลังยืนอ่านอยู่ก็รู้สึกดีใจแทบตัวลอย แอบยิ้มอยู่ในใจลึกๆ แต่ในที่สุดดังคำพระท่านว่า มารไม่มี บารมีไม่เกิด ปรากฏว่ามีป้ายรับสมัครแผ่นหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้ติดไว้หน้าหอสมุดกลางมหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกดึงออกทั้งๆที่ป้ายยังไม่ถึงกำหนดวันหมดอายุ  ซึ่งที่บอร์ดก็มีที่ว่างมากมาย  ป้ายของชมรมอื่นๆก็ยังอยู่ เหตุใดจึงมีแต่ป้ายเราเท่านั้นที่ถูกเอาออก ขนาดป้ายประกาศหาบ้านให้หมาให้แมวที่ติดอยู่ใกล้กันก็ยังอยู่  นี่มันป้ายประกาศเชิญชวนให้คนมาฝึกสมาธิภาวนาแท้ๆทำไมต้องเอาของกันออก ซึ่งก็ไม่รู้แน่ว่าเป็นฝีมือผู้ใด 

          เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังนี้  ข้าพเจ้าคิดว่าในเมื่อคนเราตั้งใจทำดีแล้วทำไมต้องมาขัดขวางกันด้วย  จึงได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้งหนึ่งประกาศเดินหน้าสู้เต็มที่ โดยทำประกาศรับสมัครสมาชิกผู้สนใจในพระพุทธศาสนาและเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต ให้สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาตามแนวทางพระป่าสายหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต จากนั้นก็ช่วยกันเดินติดทั่วมหาวิทยาลัย

ธรรมะจัดสรร 

          ระหว่างนี้อยู่ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2553 ซึ่งเป็นช่วงสอบปลายภาคของทางมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มีผู้สนใจโทรมาสมัครเรื่อยๆ  แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้เลยว่าจะใช้สถานที่ใดเป็นที่พบปะพูดคุยกันระหว่างสมาชิก เมื่อมีคนโทรมาข้าพเจ้าเองก็จะนัดให้มาพบที่ตึกคณะนิติศาสตร์บ้าง ที่โรงอาหารบ้าง เพื่อให้ทำความรู้จักกันไว้ก่อน  ความคิดเรื่องหาซุ้มก็ถูกนำกลับมาทบทวนอีกครั้ง  เมื่อตกลงใจว่าจะใช้ซุ้มแล้วก็ได้เดินหาซุ้มทั่วรามคำแหง แต่ดูแล้วปรากฏว่าไม่มีซุ้มว่างเลย  ส่วนซุ้มที่ว่างก็อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้การได้แล้ว  ตอนนั้นดูเหมือนมองไปทางไหนก็มืดมิดไปเสียทุกทิศทุกทาง  ทั้งคิดว่าแล้วที่เราประกาศรับสมัครรวบรวมผู้คนนั้นจะมีประโยชน์อันใดหากหาซุ้มไม่ได้  เรื่องขอห้องนั้นยิ่งปิดประตูคิดได้เลยเพราะเคยดำเนินการขอมาแล้ว 

          ด้วยธรรมะจัดสรรและบุญบันดาล ขณะที่กำลังคิดหาหนทางอยู่นั้นได้มีผู้สนใจท่านหนึ่งโทรมาสมัครเป็นลำดับที่ 4 ชื่อนายภาณุ  อภิบาลเกียรติกุล ( สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ (เกียรตินิยม อันดับ 2 ) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ใช้เวลาศึกษาเพียง 3 ปี  ขณะนั้นเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทางมหาวิทยาลัยได้ส่งมาศึกษาต่อระดับปริญญาโททางด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้เข้ามาหาข้อมูลเพื่อทำวิทยานิพนธ์ที่หอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำให้เห็นประกาศของข้าพเจ้า ) นายภาณุ  อภิบาลเกียรติกุล ได้ให้ข้อมูลแก่ข้าพเจ้าว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มรากแก้วของแผ่นดิน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งกลุ่มนี้ยึดถือแนวทางการปฏิบัติสายหลวงปู่ชา  สุภัทโท  แต่กลุ่มรากแก้วของแผ่นดินนี้ได้สลายตัวไปแล้ว  และนายภาณุ  อภิบาลเกียรติกุล ได้รับปากว่าจะหาเบอร์ติดต่อกับแกนนำกลุ่มรากแก้วมาให้

           หลังจากนั้นประมาณวันสองวันนายภาณุ  อภิบาลเกียรติกุล ก็ได้โทรกลับมาหาข้าพเจ้าและมอบเบอร์โทรแกนนำกลุ่มรากแก้วให้ ทราบชื่อว่าชื่อนางสาวจุฬารัตน์ ( ขณะที่ทำประวัตินี้ข้าพเจ้ายังไม่ทราบนามสกุล ซึ่งจะได้นำมาลงในโอกาสต่อไป )  เมื่อได้เบอร์โทรแล้วข้าพเจ้าก็โทรหา คุณจุฬารัตน์  ทันทีแต่ไม่มีคนรับ  ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ห้องหรือไม่ เพราะไม่ทราบว่ากลุ่มรากแก้วมีห้อง คิดแต่ว่าต้องการจะรวบรวมสมาชิกรากแก้วที่เหลืออยู่กับพวกเราเข้าด้วยกันให้เป็นปึกแผ่น เพราะเห็นว่ายึดแนวทางเดียวกัน อีกทั้งทราบมาว่าห้องของกลุ่มรากแก้วเดิมถูกนำไปใช้เป็นห้องทำการเรียนการสอนระดับปริญญาโทแล้ว

           หลังจากที่โทรหาคุณจุฬารัตน์ แล้วไม่มีคนรับ  ในวันที่ 29 กันยายน 2553 เวลาประมาณเที่ยงขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินทางมาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คุณจุฬารัตน์ก็ได้โทรกลับมาหาข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าจึงได้ชี้แจงรายละเอียดที่ไปที่มาเบื้องต้นให้ได้ทราบ  และได้นัดพบกันในวันที่ 30 กันยายน ก่อนวางสายคุณจุฬารัตน์ ได้พูดกับข้าพเจ้าว่า พรุ่งนี้พี่จะพาไปดูห้อง เพียงได้ยินเท่านั้น น้ำตาข้าพเจ้าไหลออกมาโดยไม่รู้สึกตัว เดินไปร้องไห้ไป ไม่อายคนที่เดินสวนทางไปมาตามถนน ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่

          กลับมาถึงห้องตอนเย็นรีบโทรไปแจ้งข่าวอันเป็นมหามงคลนี้ให้คนรอบข้างได้ทราบ คืนนั้นนอนไม่หลับทั้งคืน ดูนาฬิกาถึงตี 5 แล้วยังพลิกไปพลิกมา มาหลับเอาตอนช่วงเช้าของวันที่ 30 กันยายน  2553

          ในช่วงบ่ายข้าพเจ้าจึงได้เข้ามาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงพร้อมกับนายนิวรรธ์  ทองจำปา เพื่อมาพบคุณจุฬารัตน์ ได้นัดคุยกันที่โต๊ะหินอ่อนข้างคณะมนุษย์ศาสตร์ ข้าพเจ้าก็ได้เล่าความประสงค์ให้ฟังทั้งหมด และคุณจุฬารัตน์ได้พูดกับข้าพเจ้าว่ารู้สึกดีใจ รอคอยมานานแล้วว่าจะมีผู้มาทำงานตรงนี้ต่อหรือไม่ คิดว่าห้องชมรมต้องปิดตายเสียแล้ว และได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มรากแก้ว ( ซึ่งจะได้นำประวัติของกลุ่มรากแก้วมาลงในโอกาสต่อไป ) และบอกว่ากลุ่มนี้ปิดตัวลงในปี 2550 เนื่องจากไม่มีผู้สืบทอดต่อ พูดคุยกันอยู่ตรงนั้นเกือบ 2 ชั่วโมง จนเป็นที่ลงใจแล้ว  คุณจุฬารัตน์ ก็ได้พาไปดูห้องอันเป็นที่ตั้งของกลุ่มรากแก้วเดิม อยู่ที่อาคารสวรรคโลกชั้น 4  ห้อง 403  เมื่อขึ้นไปถึงพอเปิดเข้าไปในห้องเห็นรูปหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต ติดอยู่ที่ผนังห้องรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งกาย ปีติยินดีไม่นึกไม่ฝันว่าความฝันที่จะทำชมรมพุทธสายพระป่าขึ้นที่รามคำแหงจะเป็นจริง

          เมื่อมอบห้องให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้รับปากว่าจะทำชมรมนี้จนสุดความสามารถ และได้นัดคุณจุฬารัตน์ให้เข้ามาที่ห้องชมรมในช่วงบ่ายของวันที่ 1 ตุลาคม 2553 เพราะข้าพเจ้าจะจัดสวดมนต์เป็นปฐมฤกษ์ และเพื่อให้เห็นและรู้จักกับสมาชิกกลุ่มของข้าพเจ้าที่จะเข้ามาทำงานตรงนี้เพื่อให้เกิดความสบายใจและมั่นใจว่าจะมีผู้เข้ามาสานงานต่อแล้ว

          ในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ข้าพเจ้าได้รวบรวมสมาชิกมาสวดมนต์ที่ห้องชมรมได้จำนวน 19 คน หลังสวดมนต์เสร็จก็ได้นั่งล้อมวงสนทนากันเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมของชมรม

  

         เสนอกิจกรรม 

          ข้าพเจ้าได้เสนอกิจกรรมที่จะจัดต่อที่ประชุม โดยจะนำรูปแบบการจัดกิจกรรมทั้งหมดมาจากกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งต่อไปจะประสานงานและจัดกิจกรรมร่วมกัน จะไม่ให้ชมรมพุทธสายหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต ตามสถาบันการศึกษาต่างๆอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไปให้เป็นชมรมพี่ชมรมน้องกันสืบไปเบื้องหน้า

          ข้าพเจ้าได้เสนอกิจกรรมต่างๆดังนี้

          1.โครงการสวดมนต์ทำวัตรเย็น ( เริ่มแล้ว )

          2.โครงการธรรมะสัญจร  ( เริ่มแล้ว )

          3.โครงการตักบาตรพระกรรมฐาน

          4.โครงการค่ายสมาธิภาวนา

          5.โครงการอุปสมบท

          โครงการบางอย่างนั้นสามารถเริ่มได้เลยเพราะไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด  แต่บางโครงการนั้นต้องหางบและรอผู้สนับสนุนเสียก่อนจึงจะสามารถจัดได้  ซึ่งจะค่อยๆทยอยทำให้ครบทุกโครงการ คาดว่าต้องใช้ระเวลาสักพักหนึ่ง

กลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน  มหาวิทยาลัยรามคำแหง 

          หลังจากวันที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็นต้นมา ก็ได้เริ่มโครงการสวดมนต์ทำวัตรเย็นทุกวัน ช่วงแรกๆมีคนเข้าร่วมเพียงไม่กี่คน ( ตอนเขียนประวัตินี้ 29 พฤศจิกายน 2553  มีคนมาร่วมไม่ต่ำกว่าวันละ 15-20 คน บางวันเกือบ 30 คนด้วยซ้ำ ) แต่ในระหว่างนี้ข้าพเจ้าเองก็ยังคงมีเรื่องค้างคาใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ข้าพเจ้ามีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนชื่อชมรมให้เป็นชื่อที่พ้องกันกับทางธรรมศาสตร์ คือใช้ชื่อว่า “กลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง” ด้วยเหตุผลดังนี้

           1.ที่ต้องใช้คำว่ากลุ่มเนื่องจากทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงมีชมรมพุทธอยู่แล้ว คือชมรมพุทธศาสตร์และวัฒนธรรม ( ปัจจุบันยึดถือข้อวัตรข้อปฏิบัติของวัดพระธรรมกายเป็นหลัก ) จึงต้องตั้งเป็นกลุ่ม

          2.คำว่า พุทธ หมายถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          3.คำว่า ธรรม หมายถึง ธรรมะคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          4.กรรมฐาน หมายถึง ยึดมั่นในการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน และตามแนวทางการปฏิบัติของพระธุดงคกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต

          ข้าพเจ้ามีความไม่สบายใจหากข้าพเจ้าเปลี่ยนชื่อจากกลุ่มรากแก้วมาเป็นกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐานแล้ว คนอื่นๆจะคิดเห็นอย่างไร  โดยเฉพาะกลุ่มรากแก้วเดิมที่มอบห้องนี้ให้  แต่แล้วเรื่องนี้ก็สามารถผ่านพ้นไปได้  ข้าพเจ้าได้โทรไปหาหลวงพี่โจ้ อดีตท่านเป็นแกนนำกลุ่มรากแก้ว แต่ปัจจุบัน (พ.ศ.2553) ท่านบวชเป็นพระอยู่ที่วัดป่าสุมนามัย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ข้าพเจ้าได้ชี้แจงเรื่องราวต่างๆให้ท่านทราบ แต่ไม่กล้ากราบเรียนท่านเรื่องที่จะเปลี่ยนชื่อกลุ่ม  ข้าพเจ้าเคยคิดในใจอยู่ว่าหากมีปัญหาในเรื่องการเปลี่ยนชื่อกลุ่มข้าพเจ้าอาจขอถอนตัวไม่ทำต่อไป  หลังจากที่ได้พูดคุยสนทนากับหลวงพี่โจ้ท่านอยู่ได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมา คาดว่าสมาชิกกลุ่มรากแก้วเดินคงโทรไปกราบเรียนท่านในเรื่องนี้แล้ว  ท่านได้พูดกับข้าพเจ้าว่า  ท่านไม่ขัดข้องในเรื่องการเปลี่ยนชื่อกลุ่ม เพื่อพระศาสนาท่านยินดี เพราะอย่างไรเสียเราก็มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ ยึดมั่นในสายพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต  เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วความกังวลใจที่เคยมีอยู่เป็นอันหายไปจนสิ้น  ข้าพเจ้าจึงได้ทุ่มเทสุดกำลังความสามารถในการทำกิจกรรมกลุ่มโดยไม่มีอะไรค้างคาใจอีกแล้ว

ขอบารมีพ่อแม่ครูอาจารย์ 

          ในช่วงเดือนตุลาคม 2553 ได้ดำเนินกิจกรรมสวดมนต์ทำวัตรเย็น ในตอนแรกมีคนมาร่วมยังไม่มากส่วนใหญ่เป็นสมาชิกที่เคยไปธรรมะสัญจรกับข้าพเจ้าตอนเดือนสิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา  ต่อมาในวันที่ 12 ตุลาคม 2553 หลวงปู่คำพันธ์  จันทูปโม ท่านเดินทางลงมาพบแพทย์ที่กรุงเทพมหานครและเข้าพักที่วัดตรีทศเทพ ข้าพเจ้าจึงได้นำสมาชิกจากรามคำแหง 11 คน และ สมาชิกจากกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีก 10 คน เข้ากราบนมัสการหลวงปู่ที่วัดตรีทศเทพ และได้กราบเรียนให้ท่านทราบว่าตอนนี้สามารถตั้งชมรมพุทธสายพ่อแม่ครูอาจารย์ขึ้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้เป็นแห่งที่สองแล้ว และกราบขอบารมีหลวงปู่ช่วยแผ่เมตตาให้ชมรมทั้งสองนี้เจริญรุ่งเรืองสืบไปในภายภาคหน้า  ท่านได้เมตตาอวยพรให้ชมรมทั้งสองนี้มีความเจริญรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน

          ประมาณปลายเดือนตุลาคม 2553 ข้าพเจ้าได้พาสมาชิกอีก 2 คน เดินทางไปวัดพระรามเก้า เพื่อไปนมัสการพระอาจารย์ไชยา  สิริธัมโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้า  ซึ่งอดีตท่านเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำพระสบาย อ.แม่ทะ จ.ลำปาง แต่ปัจจุบัน ( พ.ศ.2553 ) ท่านย้ายมาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้า  ข้าพเจ้าได้เข้านมัสการท่านและขอบารมีท่านให้ช่วยแผ่เมตตาให้การดำเนินกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเจริญรุ่งเรือง  ท่านก็เมตตาให้พรและพูดกับข้าพเจ้าว่าถ้าหากสามารถปักหลักที่รามคำแหงได้จะยิ่งใหญ่มาก  จากนั้นจึงได้พากันนมัสการลาท่านกลับ  

รวบรวมสมาชิกใหม่ 

          หลังจากกลับจากค่ายสมาธิร่วมกับธรรมศาสตร์ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2553 ก็ได้สมาชิกกลับมาเป็นกำลังหลักช่วยเหลือที่รามคำแหงอีกหลายคน  จากนั้นก็ได้นำพาสมาชิกเหล่านี้ช่วยกันเดินหาสมาชิกใหม่ๆให้เข้าร่วมกับกลุ่ม  โดยใช้เวลาในช่วงเย็นหลังสวดมนต์ทำวัตรเย็นเสร็จ ด้วยวิธีเดินเจาะแล้วให้ข้อมูลและชักชวนคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ตามโต๊ะบ้าง ตามใต้ถุนอาคารบ้าง ริมสระน้ำบ้าง  ปรากฏว่าการทำเช่นนี้ได้ผลดีเกินคาด เพราะตอนแรกมีคนทัดทานไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ แต่ในเมื่อไม่มีวิธีใดที่ดีไปกว่านี้แล้วจึงต้องลอง ซึ่งก็นับได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

          ในเวลาเพียงไม่กี่วันมีผู้สนใจเข้ามาร่วมสวดมนต์ทำวัตรเย็นจำนวนมาก หลังสวดมนต์เสร็จก็มีการล้อมวงสนทนาธรรมกันและแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวงการกรรมฐานให้ได้รับทราบ

ธรรมะสัญจร ครั้งที่ 1 

          ข้าพเจ้าได้เคยเสนอต่อที่ประชุมในวันสวดมนต์ปฐมฤกษ์  ว่าประสงค์จะจัดโครงการธรรมะสัญจร ครั้งที่ 1 ในเดือนธันวาคม 2553 เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่สามารถดึงคนให้เข้าร่วมกับชมรมได้มาก ซึ่งเคยทำสำเร็จแล้วที่ธรรมศาสตร์  แต่ตอนนั้นก็ยังตัดสินใจไม่เด็ดขาดว่าจะทำหรือไม่ เพราะติดปัญหาในเรื่องงบประมาณ  แต่ได้มีสมาชิกท่านหนึ่งคือ นายเชาวฤทธิ์  อิวินา เมื่อเห็นข้าพเจ้าเสนอดังนั้นก็รู้ทันทีว่าข้าพเจ้าต้องจัดโครงการนี้แน่  จึงได้ไปจัดหางบประมาณเอาไว้ล่วงหน้า  เมื่อเห็นดังข้าพเจ้าจึงตัดสินใจโครงการนี้ โดยกำหนดจัดโครงการในวันที่ 10-12 ธันวาคม 2553 เดินทางไปวัดป่ากรรมฐานสายภาคตะวันออก  ซึ่งโครงการนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี  ทางกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐานรับสมัครเพียง 55 คนเท่านั้น ปรากฏว่ามีผู้สมัครมากว่า 80 คน

          การจัดโครงการในครั้งนี้มีน้องๆจากรามคำแหงที่เคยไปค่ายธรรมะสัญจร ครั้งที่ 10 และค่ายสมาธิ ครั้งที่ 2 กับทางกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นกำลังหลักช่วยเหลือข้าพเจ้าหลายคน นอกจากนี้คนอื่นๆที่ไม่เคยไปค่ายด้วยแต่มีความสนใจอยากทำกิจกรรมส่วนนี้ก็เป็นกำลังหลักช่วยเหลือหลายคน ผู้มีส่วนช่วยเหลือและเป็นกำลังหลักสำคัญจนสามารถจัดโครงการธรรมะสัญจร ครั้งที่ 1 ของกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้สำเร็จ ประกอบด้วย นายเชาวฤทธิ์  อิวินา , นายปฏิภาณ  สุขฐิน , นายพงษ์เอก  บัวไข , นายประทีป  สระทองเทียน , นางสาวจุฑาสิณี  เอี่ยมต่อม , นายภัทรกุล  สุเลิศ นายนิวรรฒก์  ทองจำปา และสมาชิกท่านอื่นๆที่มิได้เอ่ยชื่อในที่นี้

 

          ในการจัดกิจกรรมธรรมะสัญจรครั้งที่ 1 ได้รับความเมตตาจากพ่อแม่ครูอาจารย์เป็นอย่างมาก หลายคนที่ไปค่ายเกิดความประทับใจในปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้พบ ได้เห็น หรือได้สัมผัสมาก่อน  เมื่อกลับจากธรรมะสัญจรครั้งที่ 1 นี้ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการต่างเข้ามาช่วยเหลืองานและกิจกรรมของกลุ่มอย่างเต็มที่ บางวันมีคนมาสวดมนต์จนล้นห้องชมรม  ทำให้นึกถึงคำของท่านพระอาจารย์ไชยา  สิริธัมโม ที่เคยให้ไว้ว่า  ถ้าทำที่รามคำแหงได้ จะเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก 

บทส่งท้ายประวัติ

          กลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง เกิดขึ้นมาได้จากความเสียสละ ความช่วยเหลือ และความร่วมมือจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะกลุ่มรากแก้วของแผ่นดิน มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนอาจกล่าวได้ว่าหากไม่มีกลุ่มรากแก้วในวันนั้น ก็คงจะไม่มีกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐานในวันนี้ และขอขอบคุณผู้มีส่วนช่วยเหลือทุกท่านที่ได้อุทิศแรงกาย แรงใจ และกำลังทรัพย์  จนสามารถเกิดกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยรามคำแหงขึ้นมาได้  เวลานี้ได้บังเกิดกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง  อันยืนหยัดยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นชมรมที่ดำเนินเจริญตามรอยธรรมแห่งพ่อแม่ครูอาจารย์แนวทางสายพระป่าพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต  ขอให้กุลบุตรกุลธิดาผู้อยู่เบื้องหลัง จงช่วยกันสืบทอด และรักษาเจตนารมณ์อันนี้เอาไว้ให้คงมั่นสืบไป

          ขอบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และบารมีธรรมแห่งพ่อแม่ครูอาจารย์  สายหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต โปรดช่วยปกป้องคุ้มครองรักษา กลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้อยู่ยืนยงคู่กับมหาวิทยาลัยรามคำแหงไปตลอดกาล  และขอได้โปรดคุ้มครองบรรดากุลบุตรกุลธิดาแห่งกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทุกท่านทุกคนให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง  ขอให้เป็นผู้เจริญด้วย  อายุ  วรรณะ  สุขะ  พละ ปฏิภาณ  ธนสารสมบัติ  ทุกคนทุกท่านตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ

 

เรียบเรียงโดย

นายอภิภัสร์   ปาสานะเก

ประธานผู้ก่อตั้งกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน

มหาวิทยาลัยรามคำแหง

1   ธันวาคม  2553

Tags : พระป่า หลวงปู่มั่น พุทธธรรมกรรมฐาน

ความคิดเห็น

  1. 1
    wooddy
    wooddy sontana_t@hotmail.com 27/02/2011 16:15
    อนุโมทนาในความตั้งใจทำด้วยครับ มีโอกาสผมจะไปเยี่ยมและร่วมกิจกรรมด้วยยนะครับ
  2. 2
    ศานติไมตรี
    สาธุครับ
  3. 3
    Eikewsang@pantip
    Eikewsang@pantip m2010@hotmail.co.th 02/03/2011 03:24
    ขอยกย่อง ในความเป็นนักสู้   ต่อสู้เพื่อสืบทอด  และประกาศ
    ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต  พระอรหันต์ ผู้ปฏิบัติดีประปฏิบัติชอบ 

    ขอขอบคุณที่ก่อตั้งกลุ่มที่เป็นประโยชน์ ในสังคมรามฯ

    และขออนุโมทนาครับ
  4. 4
    ภัทรกุล สุเลิศ
    ภัทรกุล สุเลิศ ta_redarmy11@hotmail.com 14/03/2011 22:01

    สาธุๆๆ..ขอให้ชมรมนี่เจริญรุ่งเรื่องสืบไป

  5. 5
    พี่โจ้
    พี่โจ้ 25/03/2011 10:53
       อนุโมทนากับทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ
  6. 6
    295061878
    295061878 thavornsiripat@gmail.com 13/04/2011 22:30
    โมทนาบุญกับทุกๆ ท่านที่มีส่วนร่วมทุกท่านด้วยครับ
    รู้สึกดีใจที่เห็นกลุ่มกิจกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นในรามฯ
    น่าดีใจมากๆ ที่เด็กรุ่นใหม่ ได้มีโอกาสได้เห็น
    ได้เดินทางธรรม ตั้งแต่อายุยังน้อย สาธุ

  7. 7
    กาญจนา  ชูสอน
             ขออนุโมทนากับการก่อตั้งชมรมด้วยนะคะ  และขอให้ชมรมเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไปค่ะ
  8. 8
    thep phongthep
    thep phongthep 13/05/2011 02:01
    โมทนาครับผม อยู่คูรามคำแหงเราไปตลอดกาลนะครับ
  9. 9
    แม่นิด
    แม่นิด 11/06/2011 19:23
    ดีใจมากที่เห็นเยาวชนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญของพุทธศาสนาโดยเฉพาะสายกรรมฐาน ด้านปฏิบัติภาวนา เพราะแม่ได้ปฏิบัติและเห็นผลเป็นรูปธรรมสามารถพิสูจน์ได้ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ โดยไม่ต้องอาศัยชีวิตสัตว์มาพิสูจน์ทดลองเหมือนวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องสร้างสื่ออุปกรณ์มาพิสูจน์ให้วุ่นวายบ่มเพาะให้โลกร้อน ใช้จิตเพียว ๆ ใครจะว่าไม่เป็นรูปธรรม สัมผัสไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการดำเนินชีวิตในประจำวันหรือการดำรงชีพ ขอให้ชมรมนี้อยู่คู่กับ ม.รามฯ ตลอดไปเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกทุกรูปนาม แม่จะบอกลูกสาวให้มาเข้าร่วมชมรมด้วย เพราะเขาเรียนที่รามฯ และหาวัดอยู่ ใกล้ ๆ ปฏิบัติไม่ได้ ขอใหลูก ๆ ระลึกเสมอว่า "ถ้าเรามีบารมียิ่งมาก มารยิ่งมีพลังมากตามเราเสมอมา" เพราะการสร้างบารมีให้ยิ่งขึ้นไปนั้น ต้องอาศัยฐานตั้งมั่นและสื่ออุปกรณ์ที่สำคัญคือ มารผู้มีพลัง ถ้ามารไม่มีพลังไฉนเลยเราจะมีสนามฝึกให้จิตแก้กล้า ต่อสู้กับปัญหาทั้งปวงได้ พระธรรมสอนให้เราพ้นทุกข์ด้วยการอยู่เหนือโลก ดังนั้นเราต้องอยู่เหนือโลก เราจะพ้นภัยในโลกทั้งปวงด้วยความสุขอันหาจากโลกนี้ไม่ได้ ขอให้สมาชิกในชมรมของลูก ๆ ทุกคนประสบผลสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม มีการงานที่ดีมีรายไดล้นเหลือ้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนงานพุทธศาสนาต่อไปเทอญ สาธุ จากแม่ 089-419-6895
  10. 10
    fiendish
    fiendish fiendish_tepes@hotmail.com 12/06/2011 21:35
    อนุโมทนาในความตั้งใจทำด้วยครับ จากน้องใหม่ประที่พึงไปรับน้องมา
  11. 11
    ภีม
    ภีม fiendish_tepes@hotmail.com 12/06/2011 21:36
    อนุโมทนาในความตั้งใจทำด้วยครับ จากน้องใหม่ประที่พึงไปรับน้องมา
  12. 12
    Dek_kmitnb
    Dek_kmitnb 24/06/2011 12:06

    เข้ามาร่วมอนุโมทนาด้วยคนครับ  และหวังว่าคงจะได้มีส่วนร่วมและมีส่วนสนับสนุนกิจกรรมของชมรมพุทธธรรมกรรมฐาน ของทั้งมธ.และมร. ไว้มีโอกาสจะแอบแวะไปเยียมชมรมพุทธธรรมกรรมฐานที่มร.

  13. 13
    พี่ผึัง
    พี่ผึัง benzba_benzba@hotmail.com 01/07/2011 19:45
    ขออนุโมทนาด้วยค่ะ หากน้องมีความตั้งใจดี คิดทำสิ่งดี แม้มีอุปสรรค์มาขัดขวางเพียงใด อดทนสู้ไม่ถอย ยังไงก็ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
    และขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ สร้างแสงสว่างให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของตัวเองและผู้อื่นต่อไปน่ะค่ะ
    ผลบุญที่น้อง ๆ ได้สร้างแล้วนี้ขอให้ชมรมพุทธรรมกรรมฐานมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นดังแสงสว่างนำทางผู้คนได้เดินทางธรรมต่อไปค่ะ 
    หากมีสิ่งใดให้ช่วยเหลือก็บอกได้น่ะค่ะ
    พี่เป็นเจ้าหน้าที่ในรามคำแหงค่ะ 
  14. 14
    พี่ผึัง
    พี่ผึัง benzba_benzba@hotmail.com 01/07/2011 19:45
    ขออนุโมทนาด้วยค่ะ หากน้องมีความตั้งใจดี คิดทำสิ่งดี แม้มีอุปสรรค์มาขัดขวางเพียงใด อดทนสู้ไม่ถอย ยังไงก็ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
    และขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ สร้างแสงสว่างให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของตัวเองและผู้อื่นต่อไปน่ะค่ะ
    ผลบุญที่น้อง ๆ ได้สร้างแล้วนี้ขอให้ชมรมพุทธรรมกรรมฐานมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นดังแสงสว่างนำทางผู้คนได้เดินทางธรรมต่อไปค่ะ 
    หากมีสิ่งใดให้ช่วยเหลือก็บอกได้น่ะค่ะ
    พี่เป็นเจ้าหน้าที่ในรามคำแหงค่ะ
  15. 15
    TIDARATz
    TIDARATz 06/07/2011 18:03
    อนุโมทนาสาธุค่ะ
    ดีใจที่มีกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐานขึ้นมาค่ะ
    ขอชื่นชมทุกๆท่านจากใจจริงค่ะ ด้วยความอดทนและตั้งใจจนก่อนเกิดเป็นกลุ่มนี้ขึ้นมา
    สาธุ สาธุ ^^ 
  16. 16
    สมมุติ
    สมมุติ 21/07/2011 22:55
    ไม่มีไม่ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่มี
  17. 17
    oum
    oum 18/10/2011 17:56
    อยากให้ชมรมพุทธธรรมกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นมาก่อตั้งใน มศว บ้างจังเลยค่ะ จะมีวันนั้นบ้างไหมหนอ
  18. 18
    16/01/2012 13:19
    ชอบมากคะที่ได้ไปร่วมงานหลวงปูศรี ถ้าจัดอีกอย่าลืมรับบุคคลภายนอกที่มีจิตศรัธทาด้วยนะคะ
  19. 19
    ฅนไทอีสาน
    ฅนไทอีสาน naynopphon09@gmail.com 20/01/2012 11:23
    เฟสบุ๊คเพื่อสนทนาปัญหาธรรมะและเผยแผ่ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    และโอวาทธรรม คำสอน พ่อแม่ครูอาจารย์พระอรหันต์ครับ

    ทุกชีวิตมีเวลาอันจำกัด จงอย่าช้ารีบเร่งทำความดี
     

  20. 20
    23/01/2012 17:26

    สาธุๆๆ..ขอให้ชมรมนี่เจริญรุ่งเรื่องสืบไป คนนำชมรมมีความเป็นผู้นำมาก นิสัยดี  ช่วยกันเผยแพร่ศาสนาพุทธกันนะคะ

  21. 21
    aoom
    aoom 23/01/2012 17:32
    ธรรมมะสัญจร อยากให้ชมรมเปิดรับบุคคลภายนอกด้วยคะ อยากไปนมัสการครูบาอาจารย์ต่างๆคะ และชื่นชอบชมรมนี้มากคะ ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ

    ทางพระพุทธศาสนา 
  22. 22
    ศุภากร
    ศุภากร 04/02/2012 16:22

    ขอเป็นกำลังใจใ้ห้สมาชิกทุกท่าน ในชมรมพุทธธรรมกรรมฐานทุกสถาบัน ได้ประกาศและบูชาคุณธรรม ความดีงามของพระรัตนตรัย ในด้าน ศีล สมาธิ และปํญญา ให้แสงสว่างในพระสัจจะธรรมทั่งหลายเกิดแก่่พุทธศาสนิกชน  ย่อมจะหลุดพ้นจากวัฎฎะสงสารไปในที่สุด


        ผมขออนุโทนา สาธุ กับสมาชิก ฯ ทั้งหลายและอวยพรให้ เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป.


                 นิพพานัง ปรมัง สุขขัง.



               กฤษ.



     

  23. 23
    สุจินต์
    สุจินต์ 04/04/2012 00:28

    อ่านแล้ว ซาบซึ้งในความตั้งใจ และอุสาห์พยายาม ที่จะก่อตั้งชมรม ฯ ขึ้นมาจนได้ เอาใจช่วยให้นำพาผู้คน และชมรม ฯ ให้เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปน่ะ ขออนุโมทนาด้วยอย่างยิ่ง

  24. 24
    pppiak
    pppiak pppiak@hotmail.com 27/08/2012 10:47

    อนุโมทามิ สาธุ สาธุ สาธุ

  25. 25
    26/09/2012 01:15

    อ่านแล้วก็ปลื้มใจดีใจไปด้วยมากมาย ความดีนั้นทำยาก แต่เมื่อทำแล้ว สิ่งที่ได้มานั้นก็คุ้มค่ากับความเพียรพยายาม นับถือในความตั้งใจครับ ขอเป็นอีก 1 กำลังใจ



    " การได้มีโอกาสไปกราบพระอริยะสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น ได้บุญมหาศาลเลยหล่ะ ..."


    เจริญในธรรมครับ...


  26. 26
    อภิสิทธิ์
    อภิสิทธิ์ 20/10/2012 03:40

    อนุโมทนา

  27. 27
    kopi rolex
    kopi rolex 982715616@qq.com 24/05/2017 16:41

    <a href="http://www.kopiurevip.com/">kopi rolex</a>

  28. 28
    copy watches
    copy watches dsafwfw@qq.com 26/05/2017 10:24

    Both cheap and gorgeous fine imitation watches[url=http://www.replicawatches.be/categorie/breitling/]Breitling replica[/url] filling your success style!
    [url=http://www.goedkopereplicahorloges.nl/]replica horloges nederland ervaringen[/url] Replica watch online.

  29. 29
    26/05/2017 10:25

    Both cheap and gorgeous fine imitation watches;<a href="http://www.replicawatches.be/categorie/cartier/">Cartier replica horloges</a> filling your success sty le!
    <a href="http://www.replicawatches.be/categorie/breitling/ ">Breitling replica horloges</a> Replica watch online.

  30. 30
    Audemars replica
    Audemars replica sfwaw@qq.com 26/05/2017 10:26

    Out of work, party, you may need a watch to reflect your temperament and vision, to show you different from the general taste and vision. Here to meet your needs. thank.

 1  2 [Next]

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

หน้าแรก

เกี่ยวกับชมรม

เว็บบอร์ด

รวมรูปภาพ

สมัครสมาชิก/ลงชื่อเข้าใช้

ติดต่อเรา

view